ใครเคยมางานมหกรรมวันดินโลก ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จ.ชลบุรี หรืองานเปิดหมู่บ้านอารยธาม งานประกาศชัยให้หายคิดถึง งาน Open House ที่ศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พอเพียงพรรณา-เขาใหญ่ คงไม่มีใครไม่รู้จัก “มั่ว มั่ว กาแฟ” สภากาแฟ ที่หัวกระไดหน้าบ้านไม่เคยแห้ง แขกไปใครมา เป็นต้องได้แวะเวียนมา ดื่ม ลิ้ม ชิม รส อันหอมกรุ่นของเครื่องดื่มต่างๆ ภายในสภากาแฟหลังนี้ ไม่ว่าจะเป็น กาแฟคั่วมือหอมๆ ชาปรุงสมุนไพร หรือเครื่องดื่มเย็นอื่นๆ และหากไม่ดื่ม ก็ต้องมีแวะมาทักทาย ยืนสนทนา พูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ชีวิตกัน




มั่ว มั่ว สภากาแฟ เกิดจากการรวมตัวกันของเพื่อนๆ พี่น้องพึ่งตน คนรักเครื่องดื่ม เมื่อครั้งมีงานคืนสู่เหย้าของชาวพึ่งตนฯ โดยมี พี่ไข่ นายวราพงษ์ ระเบียบแหวน ผู้ชอบดื่มเป็นชีวิตจิตใจ เป็นบาริสต้าหลัก เพราะเพื่อนๆ ต่างเห็นพ้องต้องกันตั้งแต่ครั้งเข้าอบรมแล้วว่า พี่ไข่ชอบตื่นแต่เช้ามืด (ตี 5) ลุกขึ้นมาตั้งเตาชงกาแฟเสิร์ฟตัวเองและเพื่อนๆ เช้าจรดค่ำไม่มีว่างเว้น และไม่ยอมปิดเตาจนกว่าพระจันทร์จะมาเยี่ยมเยือน ส่วนบาริสต้าคนอื่นๆ ล้วนคือบาริสต้าจำเป็น ที่หมุนเวียนเปลี่ยนหน้ากันมาเสริมทัพ พร้อมเมนูเครื่องดื่มที่คิดค้น รังสรรค์ขึ้นใหม่ตลอดเวลา เป็นที่เฮฮาสนุกสนานกันไปทั้งสภา



พวกเรามองว่า ในงานคืนสู่เหย้าครั้งนี้ อยากจะมีมุมที่เพื่อนๆ ผู้มาร่วมงานที่ผ่านไปมา สามารถเข้ามาล้อมวง จิบกาแฟ หรือเครื่องดื่ม พลางพูดคุย สนทนากันเรื่องนั้นเรื่องนี้ มันไม่ใช่แค่การมากินกาแฟ แต่เป็นการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของผู้คน เชื่อมโยงผู้คนให้สนใจ ใส่ใจ ตระหนักรู้ในคุณค่าของธรรมชาติ ผ่านกาแฟแบบแนบเนียน ไม่รู้ตัว พี่ไข่บอกว่า
“ถ้าเราอยากจะรู้จักกับใคร เราก็แค่เรียกเขามากินกาแฟ แล้วเราจะรู้จักเขามากขึ้น มันเป็นการทลายกำแพงที่มนุษย์สร้างเป็นเกราะป้องกันตัวแบบเนียนๆ จริงๆ มันไม่ใช่เฉพาะกาแฟ แต่มันใช้ได้กับทุกเรื่อง”



หลังอบรมพึ่งตนฯ นอกจากพี่ไข่ จะเริ่มหันมาปลูกนาข้าวอินทรีย์ที่บ้าน จ. สุพรรณบุรีแล้ว พี่ไข่ยังสนใจศึกษาเรียนรู้เรื่องกาแฟด้วยตัวเอง จากการที่ชอบดื่มกาแฟเป็นทุนเดิม และอยากให้เพื่อนๆ ได้ดื่มกาแฟที่รสชาติดี มีคุณภาพดี มาจากแหล่งที่มั่นใจได้ว่าปลูกแบบธรรมชาติ ไม่มีอันตรายต่อร่างกาย และไม่ใช่การปลูกแบบอุตสาหกรรม ทำลายป่าและสิ่งแวดล้อม
และเนื่องจากชอบดื่มเป็นปริมาณมาก จึงอยากลดต้นทุน และพึ่งพาตนเองด้วยวิธีที่ไม่ยากเกินไป เริ่มจากการหาความรู้จากอินเตอร์เน็ต ว่าการผลิตกาแฟมีวิธีใดบ้าง จนได้มาพบการคั่วกาแฟแบบง่ายที่ชาวบ้านทั่วไปก็ทำได้ เพราะหาอุปกรณ์ได้ภายในครัวเรือน ที่เรียกว่า การคั่วมือ จึงเริ่มหาสารกาแฟจากแหล่งที่เชื่อถือได้ มาทดลองคั่วเองจนได้ผลลัพธ์ที่พอใจ และอยากแบ่งปันให้คนอื่นได้รู้แบบที่ตนเองได้ค้นพบและเรียนรู้มา โดยไม่หวงแหนข้อมูลใดๆ เลยแม้แต่สักน้อย แต่สิ่งสำคัญที่พี่ไข่บอกว่าจะขาดไม่ได้เลย ก็คือ การลงมือทำ เพราะการเรียนรู้และลงมือทำไปทีละน้อย ก็เท่ากับว่าเราได้ก้าวไปแล้วหนึ่งขั้น การเรียนรู้ระหว่างทางก็จะทำให้เราพัฒนาไปได้ดียิ่งขึ้น
ลุกขึ้นมาคั่วกาแฟกินเอง คงธรรมดาไปสำหรับพี่ไข่ จึงเริ่มขอเมล็ดกาแฟสดจากเพื่อนในเครือข่าย มาทดลองในทุกขั้นตอนการผลิต เริ่มตั้งแต่ การล้าง การตากในแบบต่างๆ เพื่อให้เข้าใจในขั้นตอนการผลิตสารกาแฟแต่ละชนิดมากขึ้น และได้สารกาแฟแบบที่ตนเองต้องการ
นอกจากนี้ ยังลองนำน้ำมะพร้าวมาชงเป็นกาแฟมะพร้าว (ก่อนที่กาแฟมะพร้าวจะเป็นเมนูสุดฮิตในร้านกาแฟทั่วไปในปัจจุบัน) เครื่องดื่มที่หอมกรุ่นไปด้วยกลิ่นกาแฟ เคล้ารสหอมหวานอ่อนๆ ของมะพร้าวเมื่อยามจิบเข้าปาก มีทั้งเมนูร้อนและเมนูเย็น เป็นที่ชอบอกชอบใจของชาวสภากาแฟเป็นอย่างยิ่ง


เปลือกกาแฟที่ไม่ใช้แล้ว พี่ไข่ได้นำมาทดลองคั่ว ทำชาเปลือกกาแฟในช่วงต้น ประกอบกับนำความรู้จากที่เคยเรียนเรื่องการทำชาสมุนไพรมาผสมผสาน ปรับปรุงสูตรไปทีละน้อย จนได้ชาเปลือกกาแฟผสมสมุนไพรที่มีรสชาติหอม หวานละมุนลิ้น ไม่แพ้กาแฟเครื่องดื่มหลักของสภากาแฟแห่งนี้ อวดของกันขนาดนี้ ถ้าไม่ได้ลองชิมเท่ากับมาไม่ถึง มั่ว มั่ว สภากาแฟแห่งนี้

ช่วงต้นของการรวมตัวเป็นสภากาแฟ เราใช้หลักการฮอมของเพื่อนพี่น้องในเครือข่าย เมื่อทำไประยะหนึ่ง สภากาแฟแห่งนี้ จึงทำกล่อง “ตามใจให้” วางไว้ตรงมุมเล็กๆ หน้าเคานเตอร์ เพื่อที่จะช่วยต่อสายใยให้พวกเราจะสามารถแบ่งปันคนอื่นต่อไปได้ พี่ไข่บอกว่า ทำแบบนี้แล้ว นอกจากจะมีความสุขที่ตนเองและเพื่อนๆ ได้กินกาแฟอร่อยๆ ที่ทำกันเองแล้ว “ทุกครั้งที่เปิดสภากาแฟ เราจะได้มิตรใหม่ ได้สังคมใหม่ๆ ได้แลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกันเสมอ” เรียกได้ว่าเป็นจุดศูนย์รวมความสุขเล็กๆ ของผู้คนที่ผ่านไปมาตลอดงานก็ว่าได้
ในงานมหกรรมดินโลก ที่จะจัดขึ้นที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จ. ชลบุรี ระหว่างวันที่ 15-17 มีนาคม 2568 ที่จะถึงนี้ สภากาแฟหลังนี้ ได้นำกาแฟเดอม้ง กาแฟจากบ้านมณีพฤกษ์ จ.น่าน มาร่วมในครั้งนี้ด้วย
กาแฟมณีพฤกษ์ได้รับการยอมรับว่าเป็นกาแฟไทยอันดับต้นๆ ของไทย ได้รับรางวัลติด 1 ใน 3 การประกวดเมล็ดระดับประเทศ มันไม่ใช่กาแฟของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นกาแฟรวมทั้งหมู่บ้าน บ้านมณีพฤกษ์อยู่บนดอยสูงใน อ. ทุ่งช้าง จ. น่าน เป็นหมู่บ้านชาวม้งและลัวะ ตั้งอยู่ที่ความสูงตั้งแต่ 1,200 - 1,500 ม. จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เหมาะในการปลูกกาแฟที่ให้รสชาติดี มีคุณภาพระดับแนวหน้าของกาแฟน่าน สำคัญคือเป็นกาแฟธรรมชาติที่ปลูกในป่า ช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้ และช่วยรักษาป่าต้นน้ำน่านอีกด้วย
ใครอยากลองกาแฟไทยชั้นแนวหน้าของประเทศ ไม่แพ้กาแฟต่างชาติ สามารถมาลองลิ้มชิมรสได้ ที่ มั่ว มั่ว สภากาแฟแห่งนี้ หรือใครอยากทำความรู้จักบาริสต้าไข่ให้มากกว่านี้ ขอเชิญชวนมาเสวนาพูดคุยกันนะคะ
Writer
ณฐ๑
Photography
เพื่อนพี่น้องชาวพึ่งตน